ข้อ 1. สมาคมนี้ชื่อว่า “สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย” เรียกโดยย่อว่า “ส.น.ร.” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “THE ASSOCIATION OF THE THAI GOVERNMENT SCHORLARSHIP STUDENTS” เรียกโดยย่อว่า ATGOSS
ข้อ 2. ในข้อบังคับนี้ “นักเรียนทุนรัฐบาลไทย” หมายถึง ผู้ที่ได้รับทุนซึ่งรัฐบาลไทยจัดให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับไปดำเนินการเอง หรือจัดสรรให้หน่วยงานอื่นดำเนินการสอบคัดเลือกเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศและให้หมายความรวมถึงทุนซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดให้หน่วยงานต่าง ๆ สอบหรือคัดเลือกก่อน พ.ศ. 2476 ตลอดจนทุนเล่าเรียนหลวงด้วย
ข้อ 3. เครื่องหมายมีลักษณะเป็น

ข้อ 4. สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ถนนพิษณุโลก กรุงเทพมหานคร
ข้อ 5. วัตถุประสงค์ของสมาคม มีดังนี้
- เพื่อส่งเสริมความสามัคคีระหว่างสมาชิก
- เพื่อเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ
- เพื่อเสริมสร้างชื่อเสียงและความก้าวหน้าในการทำงานของสมาชิกและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างนักเรียนทุนรัฐบาลไทยกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสถาบันอื่น ๆ
- เพื่อส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทย
- เพื่อบำเพ็ญการกุศลสาธารณประโยชน์และสังคมสงเคราะห์
- เพื่อยกย่องสมาชิกผู้ได้ประกอบกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ทุกประการไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ข้อ 6. สมาชิกของสมาคมนี้มี 3 ประเภท คือ
- สมาชิกสามัญ ได้แก่ นักเรียนทุนรัฐบาลไทย
- สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ บิดา มารดา ภริยาหรือสามี และบุตรของสมาชิกสามัญ
- สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ ผู้ที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควรเชิญเข้ามาเป็นสมาชิก
ข้อ 7. นักเรียนทุนรัฐบาลไทยผู้ประสงค์จะเป็นของสมาคมให้ยื่นความจำนงต่อเลขาธิการ
ข้อ 8. เมื่อเลขาธิการได้รับใบแสดงความจำนงแล้วให้แจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารทราบ และแจ้งการเป็นสมาชิกเป็นลายลักษณ์อักษร
ข้อ 9. ผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกวิสามัญของสมาคมนี้ ให้ยื่นใบสมัครต่อเลขาธิการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรอง 1 คน
ข้อ 10. เมื่อเลขาธิการได้รับใบสมัครของผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกวิสามัญแล้ว ให้เสนอคณะกรรมการบริหารสมาคมให้ความเห็นชอบในการประชุมครั้งนี้
ข้อ 11. เมื่อคณะกรรมการบริหารให้ความเห็นชอบแล้ว ให้เลขาธิการแจ้งให้ผู้สมัครทราบเป็นลายลักษณ์อักษร
ข้อ 12. สมาชิกสามัญมีสิทธิ ดังนี้
- มีสิทธิรับประโยชน์จากกิจการและการใช้สถานที่ตามระเบียบที่สุมาคมวางไว้โดยเท่าเทียมกัน
- มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการของสมาคมต่อคณะกรรมการบริหาร
- มีสิทธิประดับเครื่องหมายของสมาคม
- มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี ประชุมใหญ่วิสามัญ และการประชุมอื่น ๆ ของสมาคม
- มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งและรับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารของสมาคม
- มีสิทธิได้รับนิตยสาร วารสาร หรือเอกสารอื่นใดของสมาคม
ข้อ 13. สมาชิกวิสามัญและกิตติมศักดิ์มีสิทธิ์ดังนี้
- มีสิทธิประดับเครื่องหมายของสมาคม
- มีสิทธิได้รับประโยชน์จากกิจการและสถานที่ของสมาคมตามระเบียบที่สมาคมวางไว้โดยของสมาคมเท่าเทียมกัน
- มีสิทธิได้รับนิตยาสาร วารสาร หรือเอกสารอื่นใดของสมาคม
ข้อ 14. หน้าที่ของสมาชิก
- ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ ระเบียบข้อบังคับของสมาคม และมติของที่ประชุม
- ประพฤติตนให้สมเกียรติที่เป็นสมาชิก
- ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการต่าง ๆ ของสมาคม
- เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคม
- ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
ข้อ 15. สมาชิกภาพของสมาชิกย่อมสิ้นสุดเมื่อ
- ตาย
- ลาออกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยยื่นต่อเลขาธิการเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารพิจารณาอนุมัติ การอนุมัติให้ออกมีผลตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับคำแจ้งความขอลาออก
- มีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง และคณะกรรมการบริหารพิจารณามีมติลบชื่อออกจากทะเบียน
ข้อ 16. การบริหารงานของสมาคม ให้มีการบริหารงาน คณะกรรมการบริหารคณะหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 29 คน ประกอบด้วย
- นายก 1 คน
- อุปนายก 3 คน
- เลขาธิการ 1 คน
- ผู้ช่วยเลขาธิการ ไม่เกิน 4 คน
- นายทะเบียน 1 คน
- ผู้ช่วยนายทะเบียน 1 คน
- เหรัญญิก 1 คน
- ผู้ช่วยเหรัญญิก 1 คน
- ปฏิคม 1 คน
- ผู้ช่วยปฏิคม 1 คน
- ประชาสัมพันธ์ 1 คน
- ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ 1 คน
- สาราณียกร 1 คน
- ผู้ช่วยสาราณียกร 1 คน
- วิเทศสัมพันธ์ 1 คน
- บรรณารักษ์ 1 คน
- และกรรมการอื่น ๆ ไม่เกิน 11 คน
ข้อ 17. การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารงาน ให้เลือกในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยให้สมาชิกออกเสียงลงคะแนน
- การเสนอผู้เข้ารับตำแหน่งเป็นนายกให้ที่ประชุมเสนอผู้เข้ารับเลือกได้ไม่เกิน 10 คน และต้องมีสมาชิกรับรองไม่ต่ำกว่า 5 คน แต่ให้เลือกเอาผู้ได้คะแนนสูงสุดเข้ารับตำแหน่ง ในกรณีที่ผู้รับได้คะแนนเท่ากันให้จับสลาก
- ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกคณะกรรมการบริหารครึ่งหนึ่ง ที่เหลือให้นายกสมาคมเป็นผู้เลือกในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่เลือกกรรมการบริหาร ให้ถือระเบียบข้อ 17.1
ข้อ 18. กรรมการบริหารมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
- นายก มีอำนาจและหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และระเบียบของสมาคม เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารและที่ประชุมใหญ่เป็นผู้รักษาระเบียบของที่ประชุมนั้น และรักษาการให้เป็นไปตามข้อบังคับและให้กำหนดอำนาจหน้าที่ของอุปนายกไว้ด้วย
- อุปนายก มีอำนาจและหน้าที่ที่นายกกำหนดให้และช่วยเหลือนายกในกิจการต่าง ๆ ทั่วไป รักษาการแทนนายกในเมื่อนายกไม่สามารถปฏิบัติการได้ หากรักษาการแทนนายกในที่ประชุมย่อมมีเสียงชี้ขาดเช่นเดียวกับนายก
- เลขาธิการ มีหน้าที่ดำเนินงานและประสานงานของสมาคมโดยทั่วไปเป็นเลขานุการที่ประชุม และเป็นอนุกรรมการโดยตำแหน่ง ในคณะอนุกรรมการทุกคณะที่กรรมการบริหารได้แต่งตั้งขึ้น
- ผู้ช่วยเลขาธิการ มีหน้าที่ดำเนินงานสมาคมโดยทั่วไปเกี่ยวกับหน้าที่ของเลขาธิการตามที่เลขาธิการมอบหมาย
- เหรัญญิก มีหน้าที่รับ เก็บรักษา และจ่ายเงินของสมาคม ทำบัญชีและดำเนินการเกี่ยวกับการจ่ายเงินและทรัพย์สินของสมาคม ตามระเบียบที่สมาคมได้วางไว้
- ผู้ช่วยเหรัญญิก มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับงานเหรัญญิก ตามที่เหรัญญิกมอบหมาย
- นายทะเบียน มีหน้าที่รักษาทะเบียนสมาชิก เรียกเก็บเงินบำรุงจากสมาชิก นำเงินที่ได้รับส่งเหรัญญิก และจัดทำทะเบียนส่งคณะกรรมการบริหารทุกเดือน
- ผู้ช่วยนายทะเบียน มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับงานทะเบียนตามที่นายทะเบียนมอบหมาย
- ปฏิคม มีหน้าที่ต้อนรับสมาชิกทุกโอกาสที่มีการประชุม และต้อนรับผู้มาเยี่ยมสมาคมควบคุมและรักษาสถานที่ เก็บรักษาและทำทะเบียนครุภัณฑ์และเครื่องใช้ต่าง ๆ ของสมาคม
- ผู้ช่วยปฏิคม มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับงานปฏิคมตามที่ปฏิคมมอบหมาย
- ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่ติดต่อประสานงานและแถลงข่าวกิจกรรมของสมาคม
- ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับงานประชาสัมพันธ์ตามที่ประชาสัมพันธ์มอบหมาย
- สาราณียกร มีหน้าที่จัดทำวารสารนิตยสาร และเอกสารต่าง ๆ ของสมาคม
- ผู้ช่วยสาราณียกร มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับงานสาราณียกรตามที่สาราณียกรมอบหมาย
- วิเทศสัมพันธ์ มีหน้าที่ติดต่อกิจการต่างประเทศ
- บรรณารักษ์ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับห้องสมุดของสมาคม
ข้อ 19. คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจตั้งอนุกรรมการเพื่อกิจการใด ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมได้
ข้อ 20. การประชุมปรึกษาของคณะกรรมการบริหาร ให้มีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยให้นายกกำหนดวันเวลาของการประชุม ทุกคราวที่มีการประชุมต้องมีกรรมการบริหารมาประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งของกรรมการบริหารทั้งหมด หรือต้องมีกรรมการบริหารมาประชุมตั้งแต่ 9 คนขึ้นไป และในกรณีที่มีกรรมการบริหารประชุม 9 คนพอดี
จะต้องมีนายกหรืออุปนายกร่วมอยู่ใน 9 คนนั้นด้วยจึงจะเป็นองค์ประชุมได้ การพิจารณาวินิจฉัยให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นมติเด็ดขาด ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานชี้ขาด
ข้อ 21. ในการประชุม ให้นายกเป็นประธานที่ประชุมโดยตำแหน่ง เมื่อนายกไม่อยู่ให้อุปนายกทำการแทน เมื่อนายกและอุปนายกไม่อยู่ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ข้อ 22. ให้มีการตรวจบัญชีโดยปกติปีละ 1 ครั้ง เว้นแต่นายกหรือสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน ร่วมกันขอร้องให้ตรวจเป็นพิเศษก็ให้ทำได้
ข้อ 23. คณะกรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเป็นติดต่อกันในตำแหน่งเดิมได้ไม่เกิน 4 ปี
ข้อ 24. กรรมการบริหารย่อมขาดจากตำแหน่งโดย
- ตาย
- ลาออก
- ขาดสมาชิกภาพ
- ไม่มาประชุมติดต่อกันเกินกว่า 3 ครั้ง โดยไม่แจ้งเหตุผลให้เลขาธิการทราบล่วงหน้า
- คณะกรรมการบริหารลงมติโดยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ให้พ้นจากตำแหน่ง
ข้อ 25. ในกรณีที่สภาพการเป็นกรรมการสิ้นสุดลงก่อนออกตามวาระ ให้คณะกรรมการบริหารแต่งตั้งซ่อมภายใน 30 วัน ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการซ่อมให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงระยะเวลาของกรรมการที่ตนเข้ามารับตำแหน่งแทน
ข้อ 26. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 50 คนจึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ 27. ตามปกติให้มีการประชุมใหญ่สามัญปีละครั้งสุดแต่คณะกรรมการบริหาร นอกจากนี้ให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ โดย
- กรรมการบริหารขอร้อง
- สมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน เข้าชื่อกันขอร้องต่อนายกให้เรียกประชุมในเมื่อมีเหตุผลอันสมควร
ข้อ 28. สมาชิกสามัญคนหนึ่งออกเสียงคะแนนในที่ประชุมได้ 1 เสียง การลงมติวินิจฉัยให้ถือเอาเสียงข้างมากของสมาชิกสามัญที่อยู่ในที่ประชุมเป็นมติเด็ดขาด ถ้ามีเสียงเท่ากันให้ประธานเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 29. การเงินและทรัพย์สินของสมาคม ให้อยู่ในการเงินและความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหาร โดยให้ทรัพย์สิน นำฝากในนามของสมาคมไว้กับธนาคารที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควร
ข้อ 30. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
ข้อ 31. การเบิกเงินธนาคาร ต้องมีชื่อนายกหรืออุปนายกคนใดคนหนึ่ง และเหรัญญิกเซ็นชื่อร่วมกันการจ่ายเงินในกิจการของสมาคม ให้นายกมีอำนาจจ่ายได้ครั้งละไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเกิน 10,000 บาท ให้ขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร
ข้อ 32. ให้ที่ประชุมใหญ่แต่งตั้งผู้สอบบัญชีอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีของสมาคมจำนวน 1 คน และต้องให้ผู้ตรวจบัญชีมีอำนาจตรวจสอบเอกสารทั้งปวงปวงที่เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี ตลอดจนบัญชีทรัพย์สิน และการเงินของสมาคม และมีอำนาจสอบถามกรรมการบริหารเพื่อการดังกล่าว แล้วรายงานการตรวจสอบงบดุลประจำปีของสมาคมในเวลาอันสมควร เพื่อเสนอที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ทั้งนี้ห้ามแต่งตั้งบุคคลในคณะกรรมการบริหารเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี
ข้อ 33. การทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งทำในนามของสมาคม ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารก่อน เอกสารใด ๆ อันเป็นหลักฐานทางนิติกรรมซึ่งทำในนามของสมาคม ต้องมีนายก เลขาธิการ และกรรมการอีก 1 นาย ลงนามร่วมกันและต้องแจ้งให้สมาชิกทราบ ณ ที่ทำการของสมาคมภายใน 15 วัน ที่มาของทุน
ข้อ 34. ทุนของสมาคมอาจได้มาจาก
- การประกอบกิจกรรมของสมาคม
- ผู้มีศรัทธาบริจาค ซึ่งไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ของสมาคม
ข้อ 35. คณะกรรมการบริหารอาจเชิญและรับผู้ที่เห็นสมควรเป็นผู้อุปถัมภ์หรือเป็นที่ปรึกษาของสมาคมได้ แต่ต้องประกาศให้สมาชิกทราบ ณ ที่ทำการของสมาคมภายในกำหนด 15 วัน
ข้อ 36. ผู้อุปถัมภ์ และที่ปรึกษาของสมาคมมีสิทธิประดับเครื่องหมายของสมาคมได้
ข้อ 37. ข้อบังคับนี้อาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงได้ก็แต่โดยมติของที่ประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสามัญที่เข้าประชุม ข้อบังคับที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแล้ว ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ประชุมใหญ่ได้มีมติ เป็นต้นไป
ข้อ 38. สมาคมอาจเลิกได้โดยสมาชิกสามัญไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญตามทะเบียนในที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิก
ทรัพย์สินของสมาคมที่ได้เลิกแล้ว ให้ยกเป็นสมบัติของนิติบุคคลตามมติของที่ประชุมใหญ่ด้วยเสียงข้างมาก
ข้อ 39. ให้ผู้ก่อตั้ง 29 คน ที่แสดงรายชื่อในคำร้องขออนุญาตจดทะเบียนสมาคมนี้ เป็นกรรมการเริ่มแรกของสมาคม
ให้คณะกรรมการผู้ก่อตั้งนี้ มีสิทธิและหน้าที่ทุกประการของคณะกรรมการบริหารตามความในข้อบังคับนี้ และให้คณะกรรมการผู้ก่อตั้งนี้เริ่มรับสมัครสมาชิกของสมาชิกเป็นการชั่วคราวไม่เกินกำหนดเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต
ข้อ 40. เมื่อครบกำหนดตามข้อ 39. แล้ว ให้คณะกรรมการดังกล่าวรักษาการต่อไป เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมตามวิธีการในข้อบังคับนี้ให้เสร็จภายในเวลาไม่เกิน 60 วัน
